น้ำมันงา

น้ำมันงา

เมล็ดงาได้จากการเก็บเกี่ยวเมล็ดจากต้นงาในระยะเมล็ดแก่ มีประโยชน์ทางโภชนาการประกอบด้วย ไขมันสูงถึงร้อยละ 52 โปรตีนร้อยละ 17-20 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 20 แคลเซียมร้อยละ 0.75 และฟอสฟอรัสร้อยละ 0.60 นอกจากนั้นยังประกอบด้วยแร่ธาตุอาหารอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็ก โซเดียม โปแตสเซียม วิตามิน เอ และบี เมลามีน ไรโบปลาวิน และไนอาซีน

ประโยชน์ของเมล็ดงาต่อร่างกาย

  1. งา มีกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงโดยเฉพาะกรดไลโนเลอิคที่ร่างกายสามารถนำมาสร้างฮอร์โมน โฟร์สตาแกลนดิน-อี-วัน ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ เช่น การขยายตัวของหลอดเลือด การลดความดันโลหิต การป้องกันการเกิดเกล็ดเลือด การควบคุมการสร้างคอเลสเตอรอลในร่างกายไม่ให้มาก เกินไป และการช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ทีเซลล์ ที่มีความสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย
  2. งา ประกอบด้วยโปรตีนมากถึงร้อยละ 20 โดยจะประกอบด้วยกรดอะมิโนที่สำคัญมากชนิดหนึ่ง คือ กรดอะมิโน เมทไธโอนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ต้องอาศัยการบริโภคจากอาหารในแต่ละวัน
  3. งา มีแร่ธาตุอาหารมากกมาย ซึ่งโดยทั่วไปงาจะมีแร่ธาตุเป็นองค์ประกอบประมาณร้อยละ 4.0-6.5 ที่สำคัญได้แก่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน ฟอสฟอรัส สังกะสี และโปแตสเซียม
  4. งา อุดมด้วยวิตามินบี1 บี2 บี5 บี6 บี9 และวิตามินเอ นอกจากนั้นยังพบสารชนิดอื่น เช่น โคลีน ไบโอดิน ไอโนนิตอล

 

น้ำมันงาเป็นน้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดงา ซึ่งมักสกัดจากงาดำ เพราะให้น้ำมันในปริมาณมากและมีคุณภาพมากกว่างา ชนิดอื่น น้ำมันงามี 2 ชนิด คือ

  • น้ำมันงาที่สกัดจากเมล็ดงาที่คั่วแล้ว โดยสังเกตุได้จากสีของน้ำมันงาที่มีลักษณะสีน้ำตาลใส มีกลิ่นหอม
  • น้ำมันงาที่สกัดจากเมล็ดงาสด น้ำมันที่ได้จะมีเหลืองใสคล้ายกับน้ำมันพืชชนิดอื่น โดยมีสรรพคุณมากกว่าน้ำมันงาที่ได้จากเมล็ดคั่ว แต่จะไม่มีกลิ่นหอมเท่านั้นโดยทั่วไปน้ำมันงาประกอบ

ด้วยกรดโอเลอิคประมาณร้อยละ 37-50 กรดลิโนเลอิคประมาณร้อยละ 35-47 กรดไขมันอิ่มตัวประมาณร้อยละ 12-15

เมล็ดงาจะประกอบด้วยน้ำมันงาประมาณ 35-60% ซึ่งน้ำมันงาที่ดีจะมีลักษณะ ดังนี้

  1. ประกอบด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง ที่สามารถช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายไม่ให้มากเกินไป
  2. น้ำมันงาสามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่เหม็นหืน
  3. น้ำมันงาไม่จับตัวเป็นก้อน
  4. มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน