ประโยชน์งา

งา
งาถูกใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพเนื่องจากเมล็ดงามีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 85 เปอร์เซ็นต์ มีโปรตีน 17-18 เปอร์เซ็นต์ มีสารต้านทานอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ไม่หืนง่าย งาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องสำอาง เมื่อนำมาบีบเย็นจะได้ น้ำมันงาเป็นน้ำมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว เป็นส่วนใหญ่น้ำมันงาจะถูกนำไปใช้ 2 รูปแบบ คือ ใช้รับประทานและใช้ทา ในกรณีที่ใช้รับประทานจะมีคุณสมบัติในการ
ช่วยละลายไขมันในเส้นเลือด รักษาโรคเส้นเลือดอุดตัน ช่วยให้เซลล์สามารถดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ดี ส่วนการใช้ทา หรือ นวด จะมีคุณสมบัติในการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก บำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มนวล และบำรุงรากผม ทำให้ผมดกดำ ปัจจุบันน้ำมันงาถูกนำมาใช้ในตำรับยาของการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งนำมาผลิตเป็นน้ำมันงาที่อยู่ในรูปแบบ แคปซูล เพื่อสะดวกต่อการรับประทาน
นอกจากนี้งายังเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุ ธาตุเหล็ก บำรุงเลือด ธาตุไอโอดีน ป้องกันโรคคอพอก ธาตุสังกะสี บำรุงผิวหนัง ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า งามีแคลเซียมมากกว่า พืชผักชนิดอื่นถึง 20 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักอื่น ๆ 20 เท่า ซึ่งธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมาก ๆ ในการเสริมสร้างกระดูก ทางการแพทย์ถือว่างาเป็นอาหารที่สามารถบำรุงกำลังได้เป็นอย่างดีและยังให้ความอบอุ่น แก่ร่างกาย ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้ยังป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันอาการท้องผูก บำรุงกระดูก บำรุงรากผม รักษาอาการนอนไม่หลับ และยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดบางชนิด
สรรพคุณทางยา
หากปัสสาวะ อุจจาระขัด ใช้เมล็ดงา 20-25 กรัม แช่ในน้ำเดือด หรือต้มรับประทานขณะท้องว่าง ถ้าความดันโลหิตสูงให้ใช้ เมล็ดงา น้ำส้ม ซีอิ๊วและน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันแล้วต้มด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ ถ้าไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ให้นำเมล็ดงา 250 กรัม น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม บดรวมกันรับประทานครั้งละ 15-20 กรัม จากนั้นนำผงที่ได้เติมน้ำเดือดไว้สัก 2-3 นาที ดื่มขณะยังอุ่น ๆ วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น นอกจากนี้น้ำมันงายังกระตุ้นการงอกของเส้นผมโดยไปเพิ่มการไหลเวียนของ โลหิตรอบ ๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะ เพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผิวพรรณ และต้านอนุมูลอิสระ บำรุงเส้นผม ป้องกันการ แก่ตัวและยืดอายุเซลล์ผิวหนังอีกด้วย ด้านแพทย์จีน ยกเป็นยาบำรุงกำลังปรับเลือดลม บำรุงตับ บำรุงน้ำนม
รักษาประสาทส่วนปลายอักเสบโดยมีตำรับยาง่ายๆดังนี้
ปัสสาวะ อุจจาระขัด ใช้เมล็ดงา 20-25 กรัม แช่ในน้ำเดือดหรือต้ม และรับประทานในขณะท้องว่าง
ลดความดันโลหิตสูง นำเมล็ดงา น้ำส้ม ซีอิ๊ว และน้ำผึ้ง อย่างละ 30กรัม ผสมไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันดี ต้มด้วยไปอ่อน จนสุกรับประทานเป็นประจำวันละ 3 ครั้ง
ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ใช้เมล็ดงา250กรัม น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม บดรวมกัน รับประทานครั้งละ 15-20 กรัม วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น โดยนำยาผงที่ได้ใส่ในน้ำเดือด แช่ไว้สักพัก และดื่มขณะยังอุ่น
ขับพยาธิเข็มหมุด เมล็ดงา 40กรัมเติมน้ำต้มจนได้น้ำข้น กรองส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาลทรายแดง ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
ส่วนการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร ตามทฤษฎีเกษตรธรรมชาติ ของอาจารย์โช หรือฮาน คิว โช เจ้าของแนวคิด และทฤษฎีการใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นจากประเทศเกาหลี เนื่องด้วยต้นงานั้นอุดมไปด้วยกรดฟอสฟอริกมีความสำคัญ ต่อการสร้างนิวเคลียสของเซลล์ในพืช โดยเฉพาะในระยะสืบพันธุ์ หากขาดฟอสฟอรัสจะทำให้การ แบ่งเซลล์หยุดชะงัก และการออกดอกออกผลจะผิดปกติ ทั้งนี้ วิธีทำง่ายๆเพียงนำต้นงามาเผา ใช้ขี้เถ้า 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ100 ลิตร หมักไว้ 20 วันและปั๊มลมเติมอากาศให้กับน้ำที่หมัก จากนั้นใช้น้ำหมักฟอสฟอรัส 0.7 ลิตร ผสมน้ำ 20ลิตร ฉีดพ่นให้พืชใน ระยะเปลี่ยนวัย จะช่วยให้พืชสร้างตาดอกผสมเกสรดีขึ้นส่งเสริมการเกิดตาดอกที่สมบูรณ์เพิ่มปริมาณและเพิ่มความหวาน ให้กับผลผลิต